ดูไบ....ไม่ไปไม่รู้ (ตอนที่ 1)

posted on 23 Feb 2012 22:36 by iamtainey directory Travel, Diary
เอนทรี่นี้อยากจะบอกเล่าประสบการณ์ที่ไปดูไบมานะคะ ไปเคาร์ดาวน์ปีใหม่ที่นู้น Cool  
กลับมาแล้วก็ยังอยากไปอยู่ ( มันมีแรงจูงใจ อิอิWink)
 
เดือน พ.ย หลังจากคุณแฟนกลับไปดูไบ เธอเปรยทุกวันว่ากลับจากเมืองไทยแล้วเพื่อนทักว่าหน้าหมอง (เกี่ยวกันมั้ย?? Laughing) ถามกลับซะหน่อย "ทำไม" ...เธอบอก "อาจจะเป็นเพราะช้านคิดถึงเธอ" ....ฮิ้ววววววว (เลี่ยนได้อีกแฟนช้านนนน) เอ่อ.... แล้วยังไงละคะ อิช้านทำไงได้ รักระยะไกลต้องทำใจค่ะ บ่นไปบ่นมา เลยพูดไป "เธอก็ให้ช้านไปหาเธอสิ สิ้นปีช้านมีวันหยุด ช้านอยากจะไปเคาร์ดาวน์กะตึกที่สูงที่สุดในโลก"   ...... คุณชายเงียบไปสามวิ แล้วตอบกลับมาว่า "เอาสิ"   โอ้วววววว ใจป้ำแฮะ ....... หยอดไปอีกดอก "เธอออกตังค์ค่าตั๋วให้ช้านนะ ช้านไม่มีตังค์" (อารมณ์มัดมือชกมั่ก ๆ ) ตอบกลับมา ... "เท่าไหร่อ่ะ เด๋วโอนให้" (เย่เฮ้!!!!!!!) ลิงโลดเลยค่ะที่นี้ Wink
 
เอาละสิ ปัญหามันมาตกที่อิช้านแล้วค่ะ เช็คค่าตั๋ว จองตั๋ว ทำวีซ่า หาข้อมูลในเน็ต แต่ไหง๋เสริชอากู๋ว่า "ดูไบ" แล้วมันชอบขึ้นข่าวพูดเรื่องคนอพยพบ้านเกิดเนี่ยยยย ><' ข้อมูลใหม่ไม่ค่อยมี งึ่ม ๆ อ่ะ นะ แต่ยังไงก็ยังพอมีข้อมูลอยู่บ้างปะปราย โทรถามนู้นถามนี่ สรุปได้ข้อมูลการเตรียมตัวดังนี้นะคะ
 
1. วีซ่าเข้าเมืองดูไบ ถ้าบินกับสายการบิน Emirate เค้าจะเป็นคนทำวีซ่าให้ค่ะ ให้โทรไปสอบถามข้อมูลเรื่อง flight บินก่อนว่าวันที่เราจะไปมีที่นั่งว่างมั้ย แล้วก็โทร booking ไว้เลยว่าเราจองวันไปวันกลับเป็นวันที่เท่าไหร่ เจ้าหน้าที่เค้าจะทำ booking  แล้วส่งอีเมล์มา ยังไม่ต้องจ่ายเงินนะคะ เค้ามี dead line วันจ่ายเงินว่าเป็นวันไหน
 
2. เมื่อโทร booking กับ Emirate แล้วบอกเค้าด้วยค่ะว่าจะทำวีซ่าด้วย เพราะถ้าิบินกับ Emirate เค้าทำวีซ่าให้เลย (แต่ถ้าบินกับสายการบินอื่น ต้องให้โรงแรมที่เราจองเป็นผู้ทำให้) แล้วเค้าจะส่งรายละเอียดมาให้ทางอีเมล์ค่ะว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับวีซ่าท่องเที่ยว มีดังนี้
           -  รูปถ่าย 2 นิ้ว ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ( 2 ใบ)
           - หนังสือรับรองการทำงานจากบริษัท
           - statement ย้อนหลัง
           - สำเนาพลาสปอร์ต
           - แบบฟอร์ม application (ซึ่งเค้าจะแนบมาให้)
พอเตรียมเอกสารเสร็จแล้วก็ไปยื่นเรื่องทำวีซ่าที่ Emirate ตรงตึก BB อโศกค่ะ ค่าทำวีซ่า 3,600 บาท (สำหรับ 30 วัน)
 
3. ช่วงสิ้นปีจะเป็นช่วงที่สายการบินเต็มเร็วมาก โชคดีที่ตอนโทร booking ยังมีที่ว่างเหลืออยู่ (จองปลายเดือน พ.ย) ค่าตั๋วตอนนั้นที่จ่ายไป 33,860 บาท แล้วตอนหลังเลื่อนตั๋วออก (ซึ่งที่นั่งหายากมากกกกกกกว์) จ่ายค่าเลื่อนตัวอีก 2,000 Foot in mouth ซึ่งจริง ๆ เรทปกติของตั๋วจะอยู่ประมาณ 19,xxx -24,xxx ราว ๆ นี้ (เหอ เหอ ขนหน้าแข้งร่วงกระหน่ำเลยคร่าาาา)
 
4. การจองโรงแรม  ก็เป็นอะไรที่หายากเช่นเดียวกันนะคะช่วงสิ้นปี ที่นู้นเค้าจะนิยมอยู่แบบ service apartment คือ กึ่ง ๆ โรงแรม ในห้องจะมีห้องครัวเล็ก ๆ ไว้ทำอาหาร แบบนี้จะสะดวก น่าอยู่ ทำเลดี ที่พักอาศัยสะอาด แต่.....เต็มเร็ว!  โรงแรมย่านทำเลดี ๆ ติดกับรถไฟฟ้าก็เต็มเร็วค่ะ ไม่ง้านก็มีราคาที่แรง ๆ ไปเลย แล้วถ้าถูกไปเลยก็จะอยู่นอกเมือง ซึ่งถ้าไม่มีรถจะไม่สะดวก อีกอย่างเวลาจองโรงแรมให้ดูย่านด้วยนะคะ ถ้าย่าน Deira city คนจะค่อนข้างเยอะ บางโรงแรมด้านล่านมีผับ หรือติดกับผับบางครั้งจะเสียงดัง แล้วถ้าเป็นผู้หญิงไปก็จะถูกมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ 
 
โรงแรมที่เราจองไ้ว้ชื่อ London Suites Hotel ค่ะ อยู่ในเมืองแต่เลยในเมืองมานิดนึง (งงมั้ย Foot in mouth) คือมันก็ในเมืองนั่นแหละ แต่ว่ารถไฟฟ้าไม่ผ่าน โรงแรมอยู่ใน sport club เป็นสนามฝึกซ้อมนักฟุตบอล ถ้าขับรถผ่านก็คิดว่าเป็นสนามกีฬาอ่ะ ต้องขับรถเข้าไปข้างในค่ะ ถึงจะรู้ ดีที่คุณแฟนมีรถ เลยไม่เป็นปัญหา โรงแรมคุณภาพถือว่าดี สะอาด ใช้ได้ค่ะ ไม่ได้ทานอาหารเช้าเลยไม่รู้ ห้องใหญ่พอควร แต่ชอบลืมให้ผ้าเช็ดตัวอ่ะ =='  ที่ชอบคือ เวลาขอน้ำร้อนเอามาใส่มาม่าตอนดึก เค้าก็มาส่งให้แล้วไม่คิดตังค์ด้วย (ปลาบปลื้มมมมม เพราะบ้านเมืองนี้ อะไร ๆ ก็คิดเป็นเงินนะคะ) อยู่ 5 คืน เฉลี่ยคืนละ 3 พันห้า ( ราคานี้บ้านเราได้โรงแรมหรูเลยนะเนี่ย ==')
 
 
จริงแล้วคุณแฟนมีอพาร์ทเมนท์ค่ะ แต่ว่าเราไม่สามารถไปค้างกับเค้าได้ เพราะที่นี่ พวกอพาร์เมนท์มีกฏว่าห้ามชาย - หญิง ถ้าไม่ใช่สามีภรรยากันไม่สามารถพักอาศัยด้วยกันได้ จะมี รปภ คุมตึกดูอยู่ เพราะง้านเลยต้องเสียเงินจองโรงแรม ดูไบถึงแม้จะดูทันสมัยแต่ว่าวัฒนธรรมการแบ่งแยกชาย หญิงยังมีอยู่นะคะ คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานทั้งนั้น ฝรั่งหัวทอง ปนกะอินเดีย ปนกะปากีฯ ปนกะฟิลิปปินส์ เยอะมากกกกกกกกว์ คนพื้นที่จริง ๆ น่าจะมีอยู่ประมาณ 20% ของประชาการ ที่นี่ผู้หญิงยังมีการคลุมผมใส่ฮิญาบ ผู้ชายก็จะใส่ชุดพื้นเมืองชุดขาวยาว มีผ้าพันศรีษะ เรียกว่า โต๊ป ค่ะ
 
อยู่ดูไบหลายวัน ทำได้เรียนรู้ว่า คนที่นี่ก็มีการแบ่งชนชั้นกันนะคะ คือ อาจจะไม่ได้แบ่งแยกชัดเจน แต่มันก็เห็นแล้วรู้สึกได้อ่ะ  คน local จะได้อภิสิทธิ์ในทุก ๆ อย่างก่อน ต่อมาก็จะเป็นฝรั่งหัวทองผิวขาว และกลุ่มที่มีเยอะกว่าใครก็ อินเดีย ปากีฯ บังกาลาเทศ ฟิลิปปินส์ กลุ่มหลังนี่ก็แล้วแต่อีก อินเดียจะเป็นชนชั้นแรงงาน (คล้าย ๆ คนพม่าที่มาทำงานบ้านเรา)  แล้วถ้าปากีฯ ถูกเข้าใจว่าเป็นอินเดียก็จะไม่ชอบอีก (หน้าตาคล้าย ๆ กัน แบ่งง่ายเหลือเกิ๊นนนนน =*= )  ผู้หญิงฟิลิปปินส์ก็จะถูกมองด้วยสายตาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (คือ ถ้าเดินกับใครก็เอาเป็นว่าถูกมาองเหอะ)  คือ ที่นู้นมันมีสังคมและวัฒนธรรม หลากหลายแบบมาก แฟนเราเป็นปากีฯ ก็จะไม่ชอบให้ใครว่าเป็นอินเดีย เพราะอินเดียคือ ชนชั้นแรงงาน ปากีฯก็แบ่งหลายเกรดอีก กลุ่มทำงานออฟฟิศ (เช่น แฟนเรา) กับกลุ่มที่ทำงานบริการ การมองในสังคมก็แตกต่างกันอีก อึ่ม........ สังคมที่นี่ช่่างเป็นอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนดีจริง ๆ
 
ที่นู้น การแต่งตัวสำหรับผู้หญิงก็สมัยมากขึ้นนะคะ มีสายเดี่ยว นุ่งสั้น ตามสมัยนิยม คือ วัฒนธรรมตะวันตกมันเข้ามาตามเทคโนโลยี จะไม่ให้ปรับเปลี่ยนอะไรเลยก็คงจะไม่ได้ เพราะคนที่มาทำงานให้ในเมืองนี้ก็ฝรั่งหัวทองกันทั้งน้านน แต่การแต่งตัวที่ดี ก็เป็นเรื่องที่ควรจะทำ เพราะยังไงวัฒนธรรมที่บ้านเค้าก็คงอยู่ เช่น ถ้าฝรั่งหัวทองใส่สั้น สายเดี่ยว จะเป็นอะไรที่ธรรมดามาก แต่ถ้าหน้าเอเชียแล้วใส่แบบนั้นเนี่ย โอ้ยยยยยย มองกันตั้งแต่ท้ายซอยยันต้นซอย (อันนี้เปรียบเทียบให้เห็นนะคะ)  อย่างเราจะใส่เสื้อแขนยาวปิดคลุมแขน ถ้าใส่เดรสก็จะใส่เลคกิ้งหรือไม่ก็ถุงน่องดำหนาเข้าไปอีกชั้น พูดง่าย ๆ ว่าไม่โชว์เนื้อ โผล่แต่มือ แต่หัว (จิง ๆ แฟนอยากให้ใส่ฮิญาบ ไม่ก็คลุมหัว เ่อ่อ........ เกิดมาไม่เคยปิดอะไรขนาดนี้ ขอละไว้ละกัน) วัฒนธรรมของอิสลาม ชาย หญิง จะแยกกันอย่างชัดเจนนะคะ เพราะฉนั้น ผู้ชายเค้าจะมีโอกาสมาคลุกคลีกับผู้หญิงค่อนข้างน้อย (หมายถึง หญิงที่ไม่ใช่ครอบครัวหรือญาติตัวเอง) พอมาอยู่สังคมเปิด แบบอยู่รวมกัน พอเจอหัวดำเอเชียนี่ก็จะมองเป็นพิเศษ (ขนาดอิช้านใส่เสื้อผ้าปิดขนาดนั้นมันก็ยังมอง) ไม่ระบุชาติละกันว่าชาติไหนมอง มันก็มองกันหมดอ่ะ คิดเข้าข้างละกันว่าช้านสวยก็เลยมอง (คิดบวก ๆ)  แฟนบอก ถ้าเธอไม่พูดใคร ๆ เค้าก็เข้าใจหมดแหละว่าเป็นฟิลิปปินส์.... ฮ่วยยย Tongue out
 
เรื่องดูไบนี่ยังไม่จบง่าย ๆ ยังมีอีกเยอะะะะะะะะะะ (มันหลายอย่างจริง ๆ นะ) ไว้เขียนต่อเอนทรี่หน้าละกัน
 
วันนี้สวัสดี มีความสุขค่ะ  Have a Nice Day Cool